การนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับกองทุน

เครื่องมือในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย

ที่ประสงค์จะนำเงินมาลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน แต่ติดขัดด้วยอุปสรรคหลายประการที่ทำให้การลงทุนด้วยตนเองไม่สามารถได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ กองทุนรวมจึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบโดยมีจุดมุ่งหมายให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีสุด ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ โดยความเสี่ยงในการที่ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจริงจากการลงทุน เบี่ยงเบนไปจากผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ว่าจะได้รับเมื่อแรกเริ่มลงทุน ไม่ว่าผลตอบแทนที่ได้รับจริงจะมากกว่าหรือน้อยกว่าที่คาดหวัง ถือว่าเป็นความเสี่ยงทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่มีการลงทุนประเภทใดที่ไม่มีความเสี่ยง

แนวความคิดของกองทุนรวม

คือการที่ผู้ลงทุนรายย่อยหลายๆรายนำเงินมารวมกันเพื่อลงทุน โดยมอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนซึ่งมีความชำนาญ นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับกองทุน โดยผู้ลงทุนแต่ละรายจะได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมนั้น เมื่อผู้ลงทุนซื้อหน่วยลงทุน ผู้จัดการกองทุนก็จะนำเงินนั้นไปซื้อสินทรัพย์ต่างๆตามที่กำหนดไว้ในนโยบายของกองทุนนั้นๆโดยในแต่ละวัน ผู้จัดการกองทุนจะคำนวนมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม เพื่อที่จะได้ทราบว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยลงทุนเป็นเท่าใด ถ้าผู้จัดการกองทุนสามารถบริหารการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมูลค่าทรัพย์สินต่อหน่วยก็จะเพิ่มขึ้น

เงื่อนไขการลงทุนเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

– กองทุนไม่จ่ายเงินปันผล
– ห้ามนำหน่วยลงทุนของกองทุนไปจำหน่ายจ่ายโอนหรือนำไปเป็นประกัน
– หากขายคืนหน่วยลงทุนก่อนกำหนดที่ผู้ลงทุนจะมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และถือหน่วยลงทุนมาน้อยกว่าห้าปี ผู้ลงทุนต้องนำเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับในช่วงห้าปีปฏิทินล่าสุดไปคืนกรมสรรพากร และนำเงินกำไรส่วนเกินทุนที่เกิด- จากการขายคืนหน่วยลงทุนนั้นไปคำนวณรวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้ในปีที่มีการขายคืนหน่วยลงทุนนั้น
– เงินลงทุนมาจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร
– ผู้ลงทุนที่มีเงินได้ต้องลงทุนแบบผูกพัน คือ ลงทุนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง แต่เมื่อมีความจำเป็นอาจระงับการลงทุนได้ไม่เกินหนึ่งปีติดต่อกัน แต่หากผู้ลงทุนไม่มีเงินได้ในปีใดหรือหลายปีติดต่อกัน ผู้ลงทุนสามารถว่างเว้นการลงทุนได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไขการลงทุนและเมื่อมีเงินได้ก็ให้ลงทุนต่อไป โดยนับอายุการลงทุนตั้งแต่ปีแรกที่ลงทุน
– เงินลงทุนขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่าร้อยละสามของรายได้ หรือไม่น้อยกว่าห้าพันบาทต่อปีอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีจำนวนเงินต่ำกว่า ในการคำนวณรวมเงินลงทุนขั้นต่ำให้รวมเงินลงทุนในทุกๆกองทุนที่ลงทุนในปีนั้นๆ
– เงินลงทุนขั้นสูงต้องไม่เกินร้อยละสิบห้าของเงินได้ แต่ต้องไม่เกินสามแสนบาทต่อปี ในการคำนวณรวมเงินลงทุนขั้นสูงให้รวมเงินลงทุนในทุกๆกองทุนที่ลงทุนในปีนั้นๆ

เริ่มต้นทำธุรกิจต่าง ๆ ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น

เริ่มต้นทำธุรกิจต่าง ๆ ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น

 

สำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาการทำธุรกิจไม่ว่าจะรูปแบบใด ๆ ก็ตามนั้น สิ่้งหนึ่งที่สำคัญไม้แพ้กันเลยก็คือเรื่องของความคิดนั่นเองครับ ถ้าเพื่อน ๆ มีข้อมูลและรับรู้ว่าการหามาได้ซึ่งแนวความคิดสำหรับการทำธุรกิจนั้นมีจำนวนมากน้อยเพียงใด ก็ย่อมส่งผลให้กิจการงานด้านต่าง ๆ นั้น เต็มไปด้วยความราบรื่นนั่นเองครับ

และหากเพื่อน  ๆ คนไหนคิดและออกแนวความคิดสำหรับธุรกิจเรียบร้อยแล้ว แนะนำเลยครับลำดับต่อมาคือเรื่องของการวางแผนสำหรับการทำธุรกิจนั่นเอง และแผนเหล่านี้นี่หล่ะครับ จะเป็นตัวยืนเพื่อให้ธุรกิจของตัวเองนั้นมีความก้าวหน้า และสอดคล้องกับการกระทำได้มากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ ซึ่งจะต้องมีการศึกษาและทดลองพร้อมการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

และซึ่งหากจะว่าไปแล้วการกระทำต่าง ๆ สำหรับการดำเนินกิจกรรมทางด้านธุรกิจนั้น เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างมากอยู่ไม่น้อยเลยสำหรับการทำสิ่งที่ว่า ดังนั้นอย่าลืมครับว่าความรู้ละความคิดเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดไม่น้อยเลยสำหรับการดำเนินธุรกิจให้ได้ตามแผนที่ตนเองนั้นมีความต้องการ

แนวคิดสำหรับความมุ่งหวังให้ธุรกิจได้เติบโต

แนวคิดสำหรับความมุ่งหวังให้ธุรกิจได้เติบโต

แนวคิดสำหรับความมุ่งหวังให้ธุรกิจได้เติบโต

สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกครั้งนะครับ สำหรับการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแนวคิดทางด้านธุรกิจ วันนี้ก็เช่นเดิมครับ ขอประเดิมบทความแรก ๆ ด้วยการเขียนบทความทางด้านธุรกิจในชื่อเรื่อง “แนวคิดสำหรับความมุ่งหวังในการทำให้ธุรกิจนั้นเติบโต” อย่างที่เราเองก็คงจะได้รู้กันอยู่ด้วยตัวของตัวเองนะครับว่า ไม่ว่าเราจะสร้างธุรกิจอะไรแน่นอนครับ ว่าสิ่งที่เราต้องการจากมันจริง ๆ ก็คือความมั่นคง และความมีเสถียรภาพในการทำธุรกิจ แต่บางครั้งการทำธุรกิจเองก็ต้องมีการแข่งขัน เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งครับ ที่จะต้องมีการประเมิน ปรับปรุง และพัฒนาธุรกิจของเราอยู่ตลอดเวลา

ถ้าเราเองอยากให้ “ธุรกิจ” ของเราเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าเมื่อธุรกิจของเราเองนั้นมีศักยภาพมากขึ้น การตอบโจทย์ปัญหาของลูกค้าทำได้ดีขึ้น และรอบคอบมากขึ้นในเรื่องของการบริการ ก็จะสามารถครองใจลูกค้าได้ในที่สุดครับ ดังนั้นการมุ่งหวังเพื่อให้ธุรกิจนั้นเติบโตที่สุด คือการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา นั่นเอง

อาทิเช่น นาย ก. ให้บริการ สินค้า A และนาย ข. ก็ให้บริการสินค้า A เช่นเดียวกัน ทั้งคู่เป็นคู่แข่งทางด้านการทำธุรกิจแรก ๆ กิจการทั้งคู่มาแรง แข่งขันไม่ลงสักทีหนึ่งจนกระทั่ง นาย ก. เองเริ่มมีความหละหลวมในการบริหารงาน ทำให้บริการลูกค้าไม่ถูกใจมากนักในภายหลัง เพราะเกิดจากลูกค้าที่มีจำนวนปริมาณที่มากขึ้นนั่นเอง สำหรับนาย ข. นั้นก็มีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน เพียงแต่สามารถขยายการบริหารได้โดยรับคนเข้ามาทำงานเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการนั่นเองครับ และนาย ข. ก็มีสิ่งแปลกใหม่ในด้านการบริการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนนาย ก. ยังบริการบริการเดิมก็ไม่ค่อยดีนัก